Menu

PGP GOLD STAR Call Center 091-552-9699 PGP GOLD STAR Line ID @pgpcenter เพิ่มเพื่อน

Cart

Content

Breadcrumb

มะเร็งที่โคนลิ้น

มะเร็งที่โคนลิ้น PG&P อาหารเสริมพีจีแอนด์พี
มะเร็งที่โคนลิ้น
มะเร็งที่โคนลิ้น
    มะเร็งที่โคนลิ้น หรือ มะเร็งออโรฟาริ้งค์ (Oropharynx) ที่ในวงการแพทย์เรียกกัน เป็นมะเร็งที่เกิดในตำแหน่งที่เชื่อมต่อระหว่าง ช่องปากและช่องคอ ส่วนใหญ่มักพบในเพศชายมากกว่าเพศหญิง และกลุ่มบุคคลที่เสี่ยงต่อการเป็นโรคนี้มักจะอายุ 50 ปีขึ้นไป    ดวงใจ ยิ้มแฉล้ม อดีตผู้ป่วย "มะเร็งที่โคนลิ้น" เธอคือ หนึ่งในอีกหลายๆคน ที่ป่วยเป็นโรคมะเร็ง เพื่อนๆพี่ๆหลายคนที่รู้จักกันในสถานบำบัดโรคมะเร็งแห่งหนึ่ง บางคนจากเธอไปบางคนกำลังต่อสู้อย่างทุกข์ทรมาน กับมะเร็งร้ายรุมเร้า แต่เธอต่อสู้จนเอาชนะมะเร็งร้ายได้ เธอทำอย่างไร?    ไม่มีสัญญาณใดเตือนมาก่อนว่าเป็นมะเร็งที่โคนลิ้น สุขภาพดีมาตลอด อยู่ๆวันหนึ่งเกิดอาการบวมคล้ายทอนซิลอักเสบ บวมและโตขึ้นเรื่อยๆ แต่ไม่เจ็บ ตอนนั้นไม่ได้คิดมาก ทิ้งไว้เกือบเดือนจึงไปตรวจ คุณหมอให้ยาแก้อักเสบมาทาน ผ่านไปประมาณ 7 วัน อาการยังไม่ดีขึ้นจึงกลับไปตรวจใหม่ ครั้งนี้คุณหมอให้นอนโรงพยาบาลเลย เนื่องจากคุณหมอกลัวจะมีอะไรผิดพลาดเกิดขึ้นจากการที่ผ่าตัดต่อมไทรอยด์ (เมื่อ 5 ปีก่อน) คุณหมอสั่ง Admit ทันที (กันยายน 2549) พร้อมตัดชิ้นเนื้อไปตรวจ ผลออกมาคือมี "เนื้อร้ายบริเวณโคนลิ้น" เกิดขึ้น    หมอใช้เวลาวินิจฉัยโรคนานเกือบเดือน (เข้าโรงพยาบาล เมื่อ 19 ตุลาคม 2549) กล่าวสรุปว่า ดิฉันเป็น "มะเร็ง" บริเวณโคนลิ้นด้านซ้าย เป็นระยะที่ 3 กำลังจะลามไประยะที่ 4 อยู่แล้ว หลังจากทราบผลแน่นอนว่าเป็นมะเร็งที่โคนลิ้น คุณหมอจึงได้ส่งตัวดิฉันไปรักษาที่โรงพยาบาลอีกที่หนึ่ง ที่มีความชำนาญเฉพาะ เพื่อดิฉันจะได้มีทางเลือกในการรักษา    การรักษาของดิฉันต้องเริ่มนับหนึ่งใหม่หมดทุกอย่าง ทั้งๆที่โรงพยาบาลที่ส่งตัวมาก็มีผลตรวจครบทุกอย่างแล้ว ไม่ว่าจะเป็นฟิล์มเอ็กซเรย์ ชิ้นเนื้อบริเวณลิ้น พร้อมผลตรวจ แต่คุณหมอที่นี่ให้เริ่มต้นการรักษาใหม่ ตั้งแต่ตัดชิ้นเนื้อส่งเอ็กซเรย์ด้วยคอมพิวเตอร์ ส่งกล้องเข้าไปดูข้างในลำคอ หลังสิ้นสุดการตรวจผลก็คือ "ดิฉันเป็นมะเร็งที่โคนลิ้นระยะที่ 3" จากนั้นดิฉันถูกส่งตัวไปยังแผนกทันตกรรม(ฟัน) เพื่อตรวจเช็คฟันก่อนเข้ารับการฉายรังสี(ฉายแสง) และทำ CREMO(เคมีบำบัด) หากตรวจพบว่ามีฟันผุ มีฟันที่ต้องอุด หรือแม้แต่ฟันที่มีโอกาสที่จะผุเสี่ยงที่จะผุในอนาคต หมอทันตกรรมแนะนำให้ถอนออกให้หมด เหลือไว้แต่เฉพาะฟันที่แข็งแรงเท่านั้น และผลสรุปหลังตรวจเช็คฟัน คุณหมอถอนฟันดิฉันออกไป 8 ซี่ จากนั้นต้องรีบรักษาแผลให้หายเพื่อเข้าสู่ขั้นตอนของการฉายรังสี    ดิฉันเริ่มจากการฉายรังสีก่อนเป็นลำดับแรก ผลข้างเคียงจากการฉายรังสีที่ดิฉันได้รับก็คือ ปากแห้ง คอแห้ง ไม่มีน้ำลาย ดิฉันต้องพกน้ำดื่มติดตัวตลอดเวลา กลืนอาหารไม่ได้ เจ็บลิ้นและเจ็บคอมาก ผิวหนังบริเวณใบหน้าและลำคอดำเกรียมไหม้(ขอบอกเลยนะว่า ห้ามถู ห้ามเกาเด็ดขาดเพราะหากเป็นแผลจะรักษายากมาก ที่สำคัญต้องหมั่นบริหารคอ ปาก เพราะเมื่อฉายรังสีแล้วจะทำให้ กล้ามเนื้อหดตัว หากไม่บริหารกล้ามเนื้ออาจยึด ปากอาจจะอ้าไม่ได้ คออาจจะหมุนเอียงก้มเงยไม่ได้) ระหว่างที่รับการฉายรังสีดิฉันจะต้องรับ CREMO ไปพร้อมๆกัน โดยวันแรกคุณหมอให้ดิฉันนอนรับน้ำเกลือเพียงอย่างเดียว วันที่ 2 คุณหมอเริ่มให้ CREMO เข็มที่ 1 วันถัดมาคุณหมอให้น้ำเกลือเพิ่มอีก 15 กระปุก ขณะที่รับ CREMO มีผลข้างเคียงเกิดขึ้นคือ เหม็นกลิ่นอาหาร คลื่นไส้ อาเจียน และอ่อนเพลียมาก คุณหมอให้แก้ด้วยการดื่มน้ำเยอะๆ    คุณหมอนัดให้มารับ CREMO เข็มที่ 2 ใน 2 สัปดาห์ต่อมา(ช่วงนี้การฉายรังสีทำไปได้ประมาณ 10 ครั้งแล้ว ทำทุกวัน ยกเว้นวันเสาร์-อาทิตย์) การรับ CREMO ก็จะให้เหมือนกันทุกๆครั้ง แต่พอเริ่มครั้งที่ 3 เริ่มมีอาการแพ้มากกว่าครั้งที่ 1,2 มีอาการเวียนหัว และอาเจียนอย่างหนัก ถึงขนาดรับอาหารทางสายไม่ได้ อาเจียนออกมาหมดต้องให้น้ำเกลือเพียงอย่างเดียว ยิ่งเพิ่มการฉายแสงมากครั้งเท่าไหร่ ผลข้างเคียงที่เกิดขึ้นก็เพิ่มอาการมากขึ้นเป็นเท่าตัว ดิฉันเริ่มมีอาการนอนไม่หลับ เจ็บระบมไปทั้งปาก(ทรมานสุดๆๆ) แต่คุณหมอก็ไม่ได้หยุดการฉายรังสีและการให้ CREMO ยังคงให้ต่อเนื่อง ช่วงนี้ดิฉันมีอาการแพ้รุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ใบหน้าดำเกรียมไหม้ ไม่มีเค้าหน้าใบหน้าเดิมให้จำได้เลย ทุกคนที่มาเยี่ยมเห็นแล้วน้ำตาคลอด้วยสงสาร ช่วงนี้สภาพร่างกายเริ่มจะทนไม่ได้แล้ว เกล็ดเลือดต่ำลงเรื่อยๆ ร่างกายอ่อนแอมาก จนในที่สุดคุณหมอก็ให้หยุดการให้ CREMO ให้ทำการฉายรังสีเพียงอย่างเดียวจนครบ 35 ครั้ง    หลังการฉายรังสีจนครบจากผลเอ็กซเรย์ "ก้อนเนื้อยุบดี" แต่เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดขึ้นอีก จำเป็นต้อง "ฝังแร่" เพื่อทำลายก้อนเนื้อไม่ให้เกิดขึ้นอีก แต่ร่างกายดิฉันอ่อนแอมาก คุณหมอจึงให้หยุดพักการรักษาไปประมาณ 10 วัน ให้น้ำเกลือเพียงอย่างเดียว จากนั้นดิฉันก็เข้ารับการฝังแร่ (4-17 กุมภาพันธ์ 2550) ครั้งนี้เป็นครั้งที่ทรมานที่สุดในชีวิต คุณหมอวางยาสลบ จึงไม่ทราบว่าระหว่างที่สลบนั้นคุณหมอทำอะไรกับดิฉันบ้าง มารู้สึกตัวอีกครั้งตามตัวก็มีสายระโยงระยางเต็มไปหมด ไม่ว่าจะเป็นสายยางให้อาหาร สายน้ำเกลือ สายออกซิเจนซึ่งจะทำให้ระคายอวัยวะภายในมาก ยิ่งเวลาดูดเอาเสมหะออก ความเจ็บไม่ต้องพูดถึงทรมานสุดๆ หากไม่ดูดออกก็จะหายใจไม่ออก นอกจากนี้ยังมีสายไฟที่เจาะจากคอไปทะลุที่ลิ้นเพื่อวางแร่ในปาก จำนวน 8 เม็ด ฝังที่ลิ้นไปถึงคอ (ตอนนี้ดิฉันพูดไม่ได้แล้วต้องใช้วิธีเขียนแทน) เจ็บระบมไปทั้งใบหน้า ปากบวม คอบวม ตอนใส่เข้าไปยังไม่เท่าไหร่ แต่ตอนถอดออกนี่ซิ ขอบอกว่า ตั้งแต่รักษาตัวมาครั้งนี้เจ็บมากและทรมานที่สุด เพราะไม่มีการวางยาสลบ ถอดกันสดๆ โดยคุณหมอจะดึงออกครั้งเดียว ลองนึกภาพหน้าดิฉันลอยไปแรงดึง เจ็บจนน้ำตาร่วงทั้งไอทั้งอ้วก จนคุณหมอต้องเข้ามากอดไว้ หลังถอดสายยางออกหมดแล้วคุณหมอก็ให้กลับไปพักรักษาตัวอยู่ที่บ้าน 2 สัปดาห์ ต่อมาก็มารับ CREMO อีก แต่หมอที่แผนกรังสีแจ้งว่าให้รอดูผลของการฝังแร่สักระยะหนึ่งก่อน หากการฝังแร่ได้ผลก็ไม่จำเป็นต้องให้ CREMO แล้ว    พักฟื้นอยู่ที่บ้านได้ประมาณ 1 สัปดาห์ ก็มีสิ่งผิดปกติเกิดขึ้นที่กลางลิ้นบริเวณจุดที่ฝังแร่ ทานยาแก้อักเสบไปแล้วแต่อาการบวมเจ็บก็ยังไม่ดีขึ้น คุณหมอจึงตัดชิ้นเนื้อจุดที่มีอาการไปตรวจแบบสดๆ (แผลร้อนในก็ว่าเจ็บแล้วนะ เนี้ยตัดลิ้นแบบสดๆมันจะเจ็บแค่ไหน คุณลองนึกเอาเอง) คุณหมอนัดฟังผล 1 สัปดาห์ พอมาฟังผลคุณหมอก็ขอตัดลิ้นไปตรวจใหม่อีก บอกว่าครั้งก่อนตัดน้อยไปไม่พอตรวจ ผลก็คือดิฉันเจ็บอีกแล้ว แต่ฟังผลที่ออกมาคือ ไม่มีอะไรผิดปกติ แต่หมอใหญ่ไม่เชื่อว่าไม่มีอะไรผิดปกติ คราวนี้หมอใหญ่จึงลงมือตัดเอง คว้านเอาเนื้อไปลึกและใหญ่กว่าเดิม (เนื้ออ่อนๆ ถูกตัดในจุดเดิมๆ ถึง 3 ครั้ง ในเวลาที่ใกล้เคียงกันคิดดูว่าแผลจะหายได้อย่างไร) ผลตรวจครั้งที่ 3 ก็ไม่พบอะไรผิดปกติเช่นเดิม แต่ผลสรุปคือ ลิ้นดิฉันเละเป็นแผลเหวอะหวะ คุณหมอจึงนัดให้มาผ่าตัดแต่งลิ้นใหม่เพื่อลิ้นจะได้ไม่น่าเกลียด ดิฉันได้ฟังก็ตกใจมากสงสัยว่า ทำไมต้องตัดลิ้นอีก ให้เจาะคอไว้หายใจ เจาะท้องให้อาหาร (ถ้าเป็นอย่างนี้แล้วดิฉันจะอยู่ไปทำไม กลืนอะไรก็ไม่ได้ ต้องให้อาหารทางสายยาง พูดก็ยังไม่ได้) ครั้งนี้ดิฉันปฏิเสธคุณหมอไม่ขอตัดลิ้นอีกแล้ว (ดิฉันมาทราบความจริงทีหลังว่า ลิ้นเกิดการอักเสบและติดเชื้อเกิดขึ้นช่วงที่ทำการฝังแร่นั้นเอง)    หลังจากปฏิเสธการตัดลิ้นแล้ว ดิฉันเริ่มต้นการรักษาใหม่ด้วยการใช้ธรรมชาติบำบัด ศึกษาจากการอ่านหนังสือ ไม่ทานเนื้อสัตว์ ทานข้าวกล้อง ทานผักแทน    หลังจากทรมานปางตายโชคดีก็เดินเข้ามาดิฉัน มีพี่ที่ทำงานท่านหนึ่งได้นำอาหารเสริมธัญพืชสกัดของ PG&P ผลิตภัณฑ์อาหารเสริมเพื่อสุขภาพ พีจีแอนด์พี มาให้ลองทาน ดิฉันทานได้ประมาณ 1 สัปดาห์ ปากและลิ้นจากที่เคยเจ็บกลืนอะไรก็ไม่ได้ ดีขึ้นดิฉันดื่มน้ำได้ทั้งที่ใส่สายยางอยู่ จากที่ไม่เคยกลืนได้ ดิฉันทานต่อเนื่องมาได้ประมาณ 2 สัปดาห์ น้ำลายจากที่ไม่มีมานานเกือบ 2 ปี (ผลข้างเคียงที่เกิดจากการรักษาโดยการฉายรังสี) เริ่มน้ำลาย ถึงวันนัดตรวจอีกครั้ง หลังตรวจเสร็จคุณหมอถามว่า ดิฉันไปทำอะไรมาจึงดีขึ้น แผลก็หายเร็วมากด้วย ซึ่งตอนนั้นดิฉันก็ไม่ได้บอกอะไร    วันต่อมาพี่คนเดิมเห็นอาการดีขึ้นเรื่อยๆ จึงเอาอาหารเสริมธัญพืชสกัดของ PG&P มาให้อีก 1 กระป๋อง(300 กรัม) คราวนี้พี่เขาแนะนำให้ทานทางปาก ครั้งก่อนๆ ดิฉันจะ Feed ทางสายยางเนื่องจากกลืนไม่ได้ ปากไม่มีน้ำลาย และลิ้นไม่สามารถรับรสได้ ดิฉันก็ทำตามที่พี่เขาแนะนำ ปรากฏว่าไม่ถึง 1 สัปดาห์ ดิฉันสามารถทานอาหารทางปากได้ จากที่ไม่เคยทานเองได้มาเกือบ 2 ปีแล้ว (ต้องให้อาหารทางสายยาง) แทบไม่น่าเชื่อว่าจะมีปฏิหารย์เกิดขึ้นกับดิฉันจริงๆ ดิฉันไม่ต้องให้อาหารตัวเองทางสายยางอีกแล้ว อาการอ่อนเพลียและเหนื่อยง่ายที่เคยเป็นดีขึ้นและดีขี้นเรื่อยๆ มีความรู้สึกอยากอาหาร ลิ้นเริ่มรู้รสชาต จากที่เคยดำผอมแห้ง ผิวพรรณเริ่มสดใส มีน้ำมีนวลขึ้น จนเพื่อนที่ทำงานเห็นกันต่างแปลกเพราะคิดว่าดิฉันคงไม่รอดแน่นอน ส่วนน้ำหนักจากเดิมก่อนทานเหลือเพียง 37 กิโลกรัม แต่หลังจากทานอาหารเสริมธัญพืชสกัดของ PG&P พีจีแอนด์พี ได้ประมาณ 3 สัปดาห์ น้ำหนักดิฉันเพิ่มขึ้นมา 41 กิโลกรัม ชีวิตดิฉันเริ่มมีความหวัง เริ่มมีกำลังใจ อยากจะทำอะไรมากมาย เพื่อตอบแทนหลายคนที่ดีกับดิฉัน ขอบคุณผฺลิตภัณฑ์อาหารเสริม ขอบคุณทุกคนที่มีน้ำใจกับดิฉัน

ความรู้เกี่ยวกับ "มะเร็งที่โคนลิ้น" หรือ "มะเร็งต่อมทอนซิล (มะเร็งออโรฟาริ้งค์ Oropharynx)"    สาเหตุของการเกิดโรค    ยังไม่ทราบแน่ชัดแต่พบว่า ปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญคือ การดื่มสุราจัด การสูบบุหรี่จัด ส่วนเรื่องอาการและการติดเชื้อไวรัส ยังอยู่ในการศึกษาวิจัยว่า จะมีความสัมพันธ์กับมะเร็งชนิดนี้หรือไม่    อาการที่พบได้บ่อยได้แก่    - เจ็บคอเรื้อรัง มีแผลเรื้อรังในบริเวณ ออโรฟาริ้งค์ เช่น ที่โคนลิ้น ที่ต่อมทอนซิลหรือในช่องปากข้างๆด้านในของลำคอ เป็นต้น    - มีก้อนในบริเวณออโรฟาริ้งค์ตรงอวัยวะที่เป็นมะเร็ง เช่น มีต่อมทอนซินโตผิดปกติ เป็นต้น และก้อนเนื้อจะโตขึ้นเรื่อยๆ และรวดเร็ว    - อาจมีเลือดปนน้ำลายหรือเสลด กลืนอาหารแล้วรู้สึกติดคอ ไม่คล่อง เจ็บ    - ถ้าก้อนโตมากอาจมีอาการหายใจไม่ได้ หายใจไม่ออก เพราะก้อนจะโตไปอุดทางเดินหายใจได้    - ถ้าเป็นระยะลุกลาม โรคจะกระจายมาต่อมน้ำเหลืองที่คอข้างเดียวหรือ 2 ข้างก็ได้ ทำให้ต่อมน้ำเหลืองโต คลำได้    - การตรวจเพื่อวินิจฉัยและเพื่อหาระยะของโรค    ระยะของโรคมะเร็ง แบ่งเป็น 4 ระยะ    - ระยะที่ 1 ก้อน/แผลมะเร็งมีขนาดเล็ก    - ระยะที่ 2 ก้อน/แผลมะเร็งมีขนาดใหญ่ขึ้น    - ระยะที่ 3 โรคลุกลามเข้าอวัยวะใกล้เคียงและต่อมน้ำเหลืองที่คอโต คลำได้    - ระยะที่ 4 ก้อง/แผลมะเร็งลุกลามเข้าอวัยวะใกล้เคียงมากขึ้น กระจายไปต่อมน้ำเหลืองมากขึ้น ต่อมน้ำเหลืองที่คอโตมากและอาจโตทั้ง 2 ข้างของลำคอ หรือมีโรคแพร่กระจายไกลไปยังอวัยวะอื่นๆ ที่อยู่ไกลออกไป เช่น กระจายไปปอดหรือกระดูก เป็นต้น    ปัจจัยที่เสริมความรุนแรง มีปัจจัยที่สำคัญ ได้แก่    - ระยะของโรค ยิ่งระยะสูงขึ้น โรคก็รุนแรงมากขึ้น    - สภาพร่างกายทั่วไปของผู้ป่วย ถ้าแข็งแรง ผลการรักษาก็ดีกว่า    - โรคร่วมอื่นๆ ที่มีผลต่อสุขภาพของผู้ป่วย เช่น เบาหวาน ความดัน เป็นต้น ก็จะเป็นอุปสรรคต่อการรักษา    - อายุ ผู้ป่วยสูงอายุ มักทนการรักษาแบบหายขาดไม่ได้    วิธีการรักษา มี 3 วิธีคือ รังสีรักษา เคมีบำบัด และการผ่าตัด    รังสีรักษา โดยทั่วไปจะเป็นการฉายรังสี (การฉายแสง) ครอบคลุมทั้งส่วนออโรฟาริ้งค์และต่อมน้ำเหลืองที่คอ จะฉายรังสีวันละ 1 ครั้ง ติดต่อกันทุกๆวัน ใน 1 สัปดาห์จะฉาย 5 วันติดต่อกัน หยุดพักสัปดาห์ละ 2 วัน เวลารักษาทั้งหมดประมาณ 6-8 สัปดาห์ติดต่อกัน การฉายรังสีจะมีผลกระทบต่อช่องปากและฟัน ฟันจะผุเสื่อมสภาพได้ง่าย ดังนั้นก่อนการฉายรังสีผู้ป่วยจึงต้องได้รับการตรวจรักษาช่องปากและฟันจากทันตแพทย์ก่อน ทันตแพทย์จำเป็นต้องถอนฟันที่มีสุขภาพไม่สมบูรณ์ออกให้หมดก่อน และจะเริ่มฉายรังสีหลังจากมีการดูแลช่องปากและฟันเรียบร้อยแล้ว แต่ถ้ามีการถอนฟันก็จะต้องรอจนกว่าแผลถอนฟันจะหายดีก่อน    เคมีบำบัด มักให้ร่วมกับรังสีรักษาเสมอจะให้ในผู้ป่วยที่มีโรคลุกลามแล้วและมีสุขภาพแข็งแรง การให้เคมีบำบัดมักให้ไปพร้อมกับการฉายรังสี แต่ถ้าระหว่างรักษาผู้ป่วยทนการรักษาได้ไม่ดี แพทย์มักจะพักการให้เคมีบำบัดไว้ก่อน แต่จะยังฉายรังสีต่อจนครบแล้วจึงจะกลับมาให้เคมีบำบัดต่อ    การผ่าตัด การผ่าตัดรักษามะเร็งมีข้อจำกัดมาก มีผู้ป่วยน้อยรายที่จะใช้การผ่าตัดเพื่อการรักษาโรคนี้ การตรวจรักษาเพื่อติดตามผลการรักษา ภายหลังครบการรักษาแล้ว แพทย์จะยังนัดตรวจรักษาผู้ป่วยต่อเนื่องเป็นระยะๆไป โดยใน 1-2 ปีแรก หลังการรักษามักนัดตรวจทุก 1-2 เดือน ภายหลัง 3-5 ปี มักนัดตรวจทุก 2-3 เดือน แต่ถ้าภายหลัง 5 ปีไปแล้วมักนัดทุก 6-12 เดือน ในการมาตรวจเพื่อติดตามโรคทุกครั้ง ควรนำญาติสายตรงหรือผู้ดูแลมาด้วย เพื่อจะได้ร่วมรักษาพูดคุยกับแพทย์โดยตรง และควรนำยาที่รับประทานอยู่หรือถ้ามีการตรวจจากแพทย์ท่านอื่นๆด้วย ก็ควรนำผลการตรวจนั้นๆ มาแจ้งให้แพทย์ด้วย ทั้งหมดนี้ก็เพื่อให้ผู้ป่วยได้รับการดูแลรักษาอย่างเหมาะสม
Ranking English Bookmakers Artbetting.net
Ламперия от ЕМСИЕН-3
join-us

สมัครสมาชิก

เว็บไซต์นี้เป็นของตัวแทนจำหน่าย ส่งคำสั่งซื้อโดยตรงกับทางบริษัทฯ ท่านจะได้รับสินค้าของแท้และใหม่ล่าสุด ส่งตรงจากบริษัทฯ ถึงมือท่านอย่างแน่นอน!

LAWCOST

Дюшеме от emsien3.com